ไชโป้วโพธาราม
ไชโป้วโพธาราม เป็น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ( Geographical Indication ) ของจังหวัดราชบุรี
คำนิยาม
ไชโป้วโพธาราม ( Photharam Preserved Radish หรือ Chai Pow Photharam) หมายถึงไชโป้วเค็มและไชโป้วหวานที่ผลิตจากผักกาดหัวหรือหัวไชเท้าเฉพาะส่วนรากที่มีเนื้อสีขาว โดยนำมาแปรรูปด้วยวิธีการดองเค็มด้วยเกลือทะเล และวิธีการดองหวานด้วยน้ำตาลทรายขาว ซึ่งเป็นวิธีการถนอมอาหารจากภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ที่สืบทอดกันมา มีรสชาติเค็มหรือหวานปนเค็มที่กลมกล่อม กรอบ และมีสีน้ำตาลสวย ผลิตในพื้นที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
ลักษณะของไชโป้วโพธาราม
(1) พันธุ์หัวไชเท้า สายพันธุ์เบาของกลุ่มเอเซียที่เป็นพันธุ์แบบจีน
(2) ลักษณะทางกายภาพ
(2.1) ลักษณะทางกายภาพของผักกาดหัวหรือหัวไชเท้า
– ผิว เรียบบาง
– สี สีขาวทั้งผิวและเนื้อ
– เนื้อ เนื้อแน่น ไม่ฝ่อหรือฟ่าม
– รูปร่าง เรียวยาวคล้ายกระบอก
(2.2) ลักษณะทางกายภาพของไชโป้วเค็ม
– สี น้ำตาล
– รสชาติ เค็ม
– ผิว เหี่ยวย่นเป็นแนวร่อง นิ่ม และเรียบ
– เนื้อ กรอบ
– รูปร่าง เรียวยาวคล้ายกระบอก แห้ง ลีบ (แบบหัว) หรือตามสภาพการแปรรูปเป็นรูปแบบต่างๆ เช่น แบบฝอย แบบสับ แบบแว่น แบบลูกเต๋า แบบหัว เป็นต้น
(2.3) ลักษณะทางกายภาพของไชโป้วหวาน
– สี สีน้ำตาลเงา
– รสชาติ หวานปนเค็ม กลมกล่อม
– ผิว เหี่ยวย่นเป็นแนวร่อง นิ่ม และเรียบ
– กลิ่น หอมความเค็มปนหวานของไชโป้ว
– เนื้อ กรอบ
– รูปร่าง เรียวยาวคล้ายกระบอก แห้ง ลีบ (แบบหัว) หรือตามสภาพการแปรรูปเป็นรูปแบบต่างๆ เช่น แบบฝอย แบบสับ แบบแว่น แบบลูกเต๋า แบบหัว เป็นต้น
สายพันธุ์หัวไชเท้าที่นำมาปลูกเพื่อใช้แปรรูปเป็นไชโป้วโพธารามจะใช้พันธุ์เบาของกลุ่มเอเซียที่เป็นพันธุ์แบบจีน ปลูกในพื้นที่จังหวัดราชบุรีหรือจังหวัดใกล้เคียง เช่น กาญจนบุรี นครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร และสุโขทัย เป็นต้น
ไชโป้วเค็ม ที่ผ่านกระบวนการผลิตและคัดเลือกขนาดแล้วมาล้างด้วยน้ำเปล่าให้สะอาดแล้วนำไปแปรรูปในรูปแบบต่างๆ
นำไชโป้วเค็มมาหมักโดยใส่น้ำตาลทรายขาวลงไป แล้วหมักทิ้งไว้ 15-25 วัน จะได้ไชโป้วหวานที่มีสีน้ำตาลเป็นเงาสวยงาม
ไชโป้วหวาน มีรสชาติหวานปนเค็มที่กลมกล่อม กรอบ และมีสีน้ำตาลสวย
โอ่งมังกรราชบุรี ภาชนะสำหรับการหมักไชโป้วหวาน
ไชโป้วหวานนำมาแปรรูป แบบสับ(เป็นชิ้นเล็กๆ)
ไชโป้วหวานนำมาแปรรูป แบบฝอย(เป็นเส้นเล็กๆ)
ขั้นตอนคัดแยกและบรรจุสินค้าเพื่อส่งจำหน่าย
.
ไชโป้วโพธาราม สามารถสร้างรายได้คิดเป็นมูลค่าทางการตลาดหลายร้อยล้านบาทต่อปี และเป็นแหล่งผลิตไชโป้วแหล่งใหญ่ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดถึงร้อยละ 50 ของมูลค่าการตลาดทั้งระบบ
ความสัมพันธ์ระหว่างสินค้ากับแหล่งภูมิศาสตร์
ลักษณะทางภูมิศาสตร์
อำเภอโพธารามเป็น 1 ใน 10 อำเภอของจังหวัดราชบุรี ซึ่งตั้งอยู่ในภาคกลางด้านตะวันตก พื้นที่ด้านตะวันออกและตอนกลางเป็นที่ราบลุ่ม ด้านทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้เป็นที่ราบสูงมีภูเขาและเนินเขาอยู่ทั่วไป มีพื้นที่ที่เป็นเนินเขาประมาณ 6.60 ตารางกิโลเมตร มีป่าไม้เบญจพรรณบ้างประปราย มีแม่น้ำสายสำคัญ คือ แม่น้ำแม่กลอง โดยมีต้นน้ำอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านอำเภอโพธารามในตำบลชำแระ สร้อยฟ้า คลองตาคต โพธาราม ท่าชุมพล บางโตนด คลองข่อย และเจ็ดเสมียน และไหลผ่านอำเภอเมืองราชบุรีแล้วลงสู่ทะเลที่จังหวัดสมุทรสงคราม สภาพภูมิประเทศของอำเภอโพธารามส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน ทำให้เกิดการทับถมจากตะกอนที่มีอายุน้อยจากแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งวัตถุที่มาทับถมกันมีหลากหลายขนาด ทำให้เกิดเป็นดินหลายชนิด ได้แก่ ดินร่วนปนทราย ดินเหนียวปนทราย และดินเหนียว ดินส่วนใหญ่มีปฏิกิริยาเป็นด่าง
สภาพภูมิอากาศ
สภาพอากกาศได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มีอากาศหนาวเย็น และได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้มีฝนตกชุกและอากาศมีความชื้นสูง แบ่งออกเป็น 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ – กลางเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือสิ้นสุดลง และลมฝ่ายใต้พัดมาปกคลุมพื้นที่แทน ทำให้มีอากาศร้อนอบอ้าวโดยทั่วไป และร้อนจัดในเดือนเมษายน ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม – กลางเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ปกคลุมพื้นที่ ทำให้มีฝนตกชุกในช่วงดังกล่าว โดยฝนจะตกชุกมากในเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม – กลางเดือนกุมภาพันธ์ เกิดจากมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือและความกดอากาศสูงจากประเทศจีนที่แผ่มาปกคลุมพื้นที่ ทำให้มีอากาศหนาวเย็นและแห้งแล้ง
ด้วยอำเภอโพธารามมีสภาพภูมิอากาศที่ได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและความกดอากาศสูงจากประเทศจีนทำให้มีอากาศหนาวเย็น ประกอบกับสภาพทางธรณีวิทยาที่เกิดจากการทับถมของตะกอนที่มีอายุน้อยและมีหลายขนาดทำให้ดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรายและมีปฏิกิริยาเป็นด่าง จึงเป็นสภาพภูมิศาสตร์ที่เหมาะต่อการปลูกหัวไชเท้าเป็นอย่างยิ่ง ส่งผลให้การปลูกหัวไชเท้าซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของการทำไชโป้วได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี คือ ผิวเรียบบาง เนื้อแน่น ไม่ฝ่อหรือฟ่าม มีรูปทรงเรียวยาวคล้ายกระบอกและมีน้ำหนักดีเมื่อนำมาผลิตไชโป้วทำให้ได้ไชโป้วที่มีเนื้อกรอบ ไม่เปื่อยยุ่ย ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของ ไชโป้วโพธาราม
ขอบเขตที่ตั้งแหล่งภูมิศาสตร์
ขอบเขตพื้นที่การผลิต ไชโป้วโพธาราม ครอบคลุมพื้นที่อำเภอโพธาราม ของจังหวัดราชบุรี รายละเอียดตามแผนที่
ในจำนวนพื้นที่ 19 ตำบลของอำเภอโพธารามนั้น ตำบลเจ็ดเสมียนเป็นตำบลที่มีการผลิตและจำหน่ายไชโป้วมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไชโป้วหวาน ซึ่งสืบเนื่องมาจากเดิมเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกหัวไชเท้าจำนวนมากและเป็นพื้นที่ที่นำภูมิปัญญาการทำไชโป้วของชาวจีนแต้จิ๋วมาประยุกต์ใช้ในการทำไชโป้วเค็มและไชโป้วหวานจนมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ได้แก่ ความกรอบ รสชาติความเค็มหรือความหวานเค็มที่กลมกล่อม สีน้ำตาลสวยและกลิ่นหอมที่แสดงถึงความเค็มของไชโป้ว นับเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตรที่มีชื่อเสียงและเป็นของดีประจำพื้นที่ จนเป็นคำขวัญประจำตำบลว่า “ถิ่นไชโป้วหวาน โจษขานเค้กมะพร้าวอ่อน สุดยอดมะขามเทศมัน สีสันประเพณีแห่งดอกไม้” ที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับตำบลเจ็ดเสมียน รวมทั้งอำเภอโพธารามและจังหวัดราชบุรีอีกด้วย ปัจจุบัน ไชโป้วโพธาราม สามารถสร้างรายได้คิดเป็นมูลค่าทางการตลาดไม่น้อยกว่า 300-400 ล้านบาทต่อปี และเป็นแหล่งผลิตไชโป้วแหล่งใหญ่ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดถึงร้อยละ 50 ของมูลค่าการตลาดทั้งระบบ และนับวันความต้องการผลิตภัณฑ์แปรรูปชนิดนี้มีเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ทำให้ผู้ผลิตแต่ละรายต้องขยายขนาดของธุรกิจให้เติบโตตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นด้วย
ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญา วันที่ 26 ก.ย. 2565
อ่านเพิ่มเติม
-
วัตถุดิบ
(1) สายพันธุ์หัวไชเท้าที่นำมาปลูกเพื่อใช้แปรรูปเป็นไชโป้วโพธารามจะใช้พันธุ์เบาของกลุ่มเอเซียที่เป็นพันธุ์แบบจีน
(2) หัวไชเท้าที่นำมาแปรรูปเป็นไชโป้วโพธารามปลูกในพื้นที่จังหวัดราชบุรีหรือจังหวัดใกล้เคียง เช่น กาญจนบุรี นครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร และสุโขทัย เป็นต้น
(3) ส่วนผสมในการแปรรูป เช่น เกลือทะเลหรือเกลือสมุทร น้ำตาลทราย และน้ำสะอาด เป็นต้น
การปลูกหัวไชเท้า
(1) การเตรียมดินควรขุดให้ลึก 20-30 เซนติเมตร และตากดินทิ้งไว้ 7-10 วัน ก่อนปลูกเพื่อกำจัดวัชพืชและแมลงในดิน ใส่ปุ๋ยคอกเพื่อปรับปรุงคุณภาพดิน จากนั้นทำการยกแปลงกว้าง 1-1.5 เมตร พรวนดินหรือย่อยดินชั้นผิวหน้าเพื่อกลบปุ๋ยรองพื้นและทำให้ดินผิวหน้ามีขนาดเล็ก
(2) นำเมล็กพันธุ์ไปปลูกในดินที่เตรียมไว้ โดยวิธีการปลูกมีสองวิธี คือ การปลูกโดยการหว่านเมล็ดและการหยอดเมล็ดเป็นแถว ระยะห่างจะขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ใช้ปลูก
(3) การให้น้ำ ให้อย่างสม่ำเสมอและเพียงพอต่อความต้องการ สำหรับการปลูกในฤดูหนาว ซึ่งมีน้ำค้างมากจะให้น้ำปริมาณเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เนื่องจากหัวไชเท้าเติบโตจากน้ำค้าง
(4) การถอนแยก หลังจากปลูกได้ 7-10 วัน หรือต้นกล้าเริ่มงอกมีใบจริง 2-3 ใบ ควรถอนแยก ต้นอ่อนที่อ่อนแอ เป็นโรค หรือถูกแมลงกัดกินทิ้ง กรณีที่ปลูกโดยการหว่านควรถอนแยกและจัดระยะห่างระห่างต้นในช่วง 20-30 เซนติเมตร ส่วนการปลูกแบบหยอดหลุมควรถอนให้เหลือหลุมละ 1 ต้น
(5) การให้ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยหลังจากปลูกแล้ว 7-10 วัน โดยโรยข้างแถวและพรวนดินกลบลงไป และควรให้ปุ่ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวได้ดี โดยใส่เมื่อหัวไชเท้ามีอายุ 20-25 วัน ในอัตราส่วนตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่
(6) การพรวนดินและกำจัดวัชพืช ควรทำพร้อมๆ กับการใส่ปุ๋ยทั้ง 2 ครั้ง คือ หลังปลูก 7-10 วันและ 20-25 วัน
การเก็บเกี่ยว
(1) ควรเก็บเกี่ยวทันที่เมื่อถึงอายุการเก็บเกี่ยว โดยอายุการเก็บเกี่ยวจะอยู่ในช่วง 42-48 วัน
(2) นำหัวไชเท้ามาล้างน้ำให้สะอาดและตัดใบออกให้เหลือเฉพาะจุกยาวประมาณ 5 เซนติเมตร หลังจากนั้นห่อด้วยกระดาษหรือผ้าขาวบางแล้วบรรจุใส่ถุงหรือกล่องพลาสติก จากนั้นควรนำไปแช่ในตู้เย็น เพื่อรักษาความสดทั้งนี้ ไม่ควคให้หัวไชเท้าโดนความร้อนหรือแสงแดด เพราะจะทำให้หัวไชเท้าเหี่ยวได้ง่าย
การเตรียมหัวไชเท้าเพื่อส่งโรงงานผลิตไชโป้วโพธาราม
(1) คัดเลือกหัวไชเท้าตามคุณลักษณะที่โรงงานในอำเภอโพธารามกำหนดหรือตามกระบวนการผลิตข้างต้น
(2) ตัดใบและก้านใบออกจนหมด เหลือเฉพาะส่วนรากที่มีเนื้อสีขาว
(3) เรียงใส่พาหนะที่จะขนส่งไปยังโรงงาน
การผลิตไชโป้วเค็ม
(1) เตรียมบ่อที่สะอาดและแข็งแรงสำหรับพักหัวไชเท้า
(2) นำหัวไชเท้าใส่ลงไปในบ่อที่เตรียมไว้และใส่เกลือทะเลตามเป็นชั้นๆ อย่างทั่วถึง ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 เพื่อให้หัวไชเท้าและเกลือทะเลทับกัน ทิ้งไว้ 1 วัน เพื่อรีดน้ำออกจากหัวไชเท้า หรือตามความเหมาะสมของแต่ละราย
(3) ตักหัวไชโท้าจากบ่อขึ้นมากองไว้บนพื้นลานโล่งๆ และใส่เกลือทะเลให้ทั่ว โดยแต่ละกองจะวางหัวไชเท้าและใส่เกลือทะเลทับเป็นชั้นๆ ทิ้งไว้ 1-2 วัน แล้วทำการพลิกกลับด้านพร้อมกับใส่เกลือทะเลให้ทั่วกองหลังจากนั้นพักไว้ 1-6 วัน หรือตามความเหมาะสมของแต่ละราย
(4) นำหัวไชเท้า เข้ามาเก็บไว้ในตัวอาคารพร้อมกับใส่เกลือทะเลให้ทั่วทิ้งไว้ประมาณ 30 วันจะได้ไชโป้วเค็มที่แห้งและมีสีน้ำตาลโดยไม่ต้องตากแดด หรือตามความเหมาะสมของแต่ละราย
(5) นำไชโป้วเค็มไปร่อนเพื่อให้เกลือหลุดออกจากเนื้อไชโป้ว และเก็บสต๊อกไว้สำหรับบริโภคหรือแปรรูปหรือจำหน่าย
(6) นำไชโป้วเค็มมาคัดเลือกขนาดแบ่งออกเป็น 3 ขนาด ได้แก่ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่
(7) นำไชโป้วเค็มที่คัดเลือกขนาดแล้วมาล้างด้วยน้ำเปล่าให้สะอาดแล้วนำไปแปรรูปในรูปแบบต่างๆ เช่น แบบฝอย(เป็นเส้นเล็กๆ) แบบสับ(เป็นชิ้นเล็กๆ) แบบแว่น(เป็นแผ่นเล็กบางคล้ายวงกลมหรือวงรี) แบบลูกเต๋า(เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาดเล็ก) แบบหัว(เป็นรูปทรงเรียวยาวคล้ายกระบอก แห้ง ลีบ) สำหรับแบบหัวจะใช้ไชโป้วเค็มขนาดเล็กจึงไม่ต้องหั่น เป็นต้น
การผลิตไชโป้วหวาน
นำไชโป้วเค็มที่แปรรูปเป็นรูปแบบต่างๆ มาล้างให้สะอาดแล้วใส่ลงในถังพลาสติกแบบ food grade โดยใส่น้ำตาลทรายขาวลงไปด้วยประมาณตามความเหมาะสมของรสชาติและความหวานที่ต้องการ แล้วหมักทิ้งไว้ 15-25 วัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบ จะได้ไชโป้วหวานที่มีสีน้ำตาลเป็นเงาสวยงาม
-
จังหวัดราชบุรีเป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งของประเทศไทย ตั้งอยู่ในภาคกลางด้านตะวันตก มีแม่น้ำแม่กลองเป็นแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่าน แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 10 อำเภอ โพธารามเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดราชบุรี เดิมมีฐานะเป็นตำบล ชื่อ “ตำบลโพธาราม” ต่อมาได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอ นับเป็นอำเภอที่มีความหลากหลายด้านชาติพันธุ์ กล่าวคือ มีทั้งลูกหลานชาวจีนที่ปัจจุบันเรียกว่าชาวไทยเชื้อสายจีน ลูกหลานชาวลาว ชาวมอญ และชาวไทย ซึ่งชาวไทยเชื้อสายจีนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุดในอำเภอโพธาราม โดยส่วนใหญ่เป็นชาวจีนแต้จิ๋ว ชาวจีนแคะ ชาวจีนไหหลำ และชาวจีนกวางตุ้ง ตามลำดับ ชาวจีนยุคแรกที่อพยพเข้ามาในอำเภอโพธารามมีวิถีชีวิตตามแบบอย่างประเทศแม่ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการก่อสร้าง การแต่งกาย ภาษาที่ใช้สื่อสารความเชื่อและประเพณีประจำปี รวมถึงอาหารการกิน ทำให้อำเภอโพธารามในยุคนั้นเป็นเหมือนประเทศจีนขนาดเล็ก สำหรับเรื่องอาหารนั้น ผักกาดหรือหัวไชเท้า เป็นพืชผักอย่างหนึ่งที่คนจีนนิยมรับประทาน จึงมีการนำชื่อที่ใช้เรียกผักชนิดนี้ในภาษาจีนมาใช้เป็นคำทับศัพท์ในภาษาไทย คือ คำว่า “ไชเท้า” ในภาษาจีนหมายถึง ผักหัว เมื่อคนไทยนำมาใช้ ได้เติมคำว่า”หัว” เข้าไปข้างหน้าจึงเรียกว่า “หัวไชเท้า” นอกจากรับประทานเป็นผักสดแล้วยังนิยมนำมาแปรรูปเป็นไชโป้วอีกด้วย โดยเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมในการถนอมอาหารของชาวจีนแต้จิ๋วในอำเภอเตี้ยเอี้ย เตี้ยอัน กิ๊กเอี้ย และเหยียวเพ้ง ในเมืองแต้จิ๋ว ประเทศจีน เมื่อพิจารณาจากชื่อที่ใช้เรียก คำว่า “ไชโป้ว” เป็นภาษาพูดของคนจีนแต้จิ๋ว หมายถึงผักกาดหัวแห้ง คำว่า “โป้ว” หมายถึง ซูบ ผอม ไม่มีน้ำ ซึ่งความหมายของคำสามารถบ่งบอกคุณลัษณะและรูปลักษณ์ของไชโป้วที่แห้งลีบได้เป็นอย่างดี
ในอดีตเมื่อประมาณ 60 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ในอำเภอโพธารามเป็นแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญของผักกาดหัวหรือหัวไชเท้า เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรายและมีอากาศหนาวเย็น ซึ่งเป็นสภาพภูมิศาสตร์ที่เหมาะต่อการปลูกหัวไชเท้าเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งมีชาวไทยเชื้อสายจีนนิยมรับประทานหัวไชเท้าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากทำให้เกษตรกรหันมาปลูกหัวไชเท้ากันมากขึ้น ซึ่งการปลูกหัวไชเท้าจะมีอายุการเก็บเกี่ยวในช่วง 42-48 วัน หลังจากปลูก ดังนั้น เมื่อถึงช่วงเก็บเกี่ยว เกษตรกรจะต้องรีบเก็บเกี่ยวทันที หากปล่อยให้เกินอายุจะทำให้คุณภาพของหัวไชเท้าลดลง มีรสชาติไม่ดี เนื้อเหนียว และน้ำหนักเบา ทำให้ขายไม่ได้ราคา เมื่อเกษตรกรไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันตามกำหนด จึงมองหาวิธีแก้ปัญาโดยใช้ภูมิปัญญาสำหรับการถนอมอาหารเพื่อยืดอายุการบริโภคหัวไชเท้าสด ซึ่งได้มีการนำวิธีการแปรรูปหัวไชเท้าให้เป็นไชโป้วด้วยวิธีการดองเค็มทำให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหัวไชเท้า เรียกว่า “ไชโป้วเค็ม” และนอกจากการดองเค็มแล้วยังได้มีการนำวิธีการดองหวานมาใช้อีกด้วยเรียกว่า “ไชโป้วหวาน”
ขอขอบคุณ
ผู้สนับสนุน : สำนักงานพาณิชย์จังหวัดราชบุรี
เอื้อเฟื้อสถานที่ : ไชโป้วหวานตรา แม่กิมฮวย