ถ้ำจอมพล

อ.จอมบึง จ.ราชบุรี

ถ้ำจอมพล ตั้งอยู่ที่ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง ในบริเวณสวนรุกชาติจอมพล ติดกับมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง ห่างจากตัวเมืองราชบุรีประมาณ 30 กิโลเมตร  ถ้ำจอมพล เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดราชบุรี  ในอดีตมีพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ทรงประพาสและทอดพระเนตรถ้ำจอมพลนี้เริ่มตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙  และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฏราชกุมาร

ถ้ำจอมพล สูงประมาณ 25 เมตร
ช่วงเวลาแนะนำ 13.00 – 14.30 น. ของทุกวัน แสงจะส่องลงมาจากปล่องอากาศด้านบนเกิดเป็นแสงกระทบที่สวยงาม

นำเที่ยวถ้ำจอมพล

ถ้ำจอมพลมีความกว้าง 30 เมตรยาว 240 เมตร สูง 25 เมตร  ปัจจุบัน ถ้ำจอมพล ราชบุรี เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลของ สวนรุกขชาติถ้ำจอมพล   ตรงปากถ้ำจะมีพระอักษร จ.ป.ร. เป็นอักษรพระปรมาภิไธย ของรัชกาลที่ ๕ โดยย่อ แลเลข ๑๑๔ หมายปีที่เสด็จประพาสและทรงพระอักษร พระราชทานนามถ้ำว่า “ถ้ำจอมพล”โปรดเกล้าให้ช่างสลักศิลาตามอักษร  แล้วทรงฉายพระรูปที่ปากถ้ำนั้น   ที่ปากทางเข้าจะมีลมเย็นออกมาจากช่องทางเข้าถ้ำปะทะตัวเรา  พร้อมกับกลิ่นมูลค้างคาว เมื่อเข้าไปแล้วก็จะปรับสภาพชินไปกับกลิ่นเอง จากปากถ้ำจะมีทางลงก่อสร้างด้วยไม้ค่อนข้างลาดชันลึกลับดีแท้  ภายในอากาศไม่ร้อนอบอ้าว เดินเข้าไปจะเห็นหินงอกหินย้อยแต่ค่อนข้างมืดนิดต้องอาศัยช่างสังเกตุหน่อย  เมื่อถึงจุดที่ได้ชื่อว่า “บรมอาสน์” เป็นบริเวณใกล้เคียง  กับพระพุทธไสยาสน์มีหินย้อยเหมือนรูปกระถางคุณจะเห็นภาพสุดประทับใจกับแสงที่ส่องมาจากเพดานถ้ำลงมาน่าจะเป็นภาพที่ชินตาในสื่อต่างๆ แต่ไม่เท่ามาสัมผัสด้วยตัวเอง แสงจะส่องลงมาในช่วงเวลา 13.00 – 14.30 น. ของทุกวัน และจะสวยมากในช่วงเดือน เมษายนและเดือนสิงหาคมของทุกปี

บันไดทางขึ้นไปยังปากทางเข้าถ้ำจอมพล
ตรงปากถ้ำจะมีพระอักษร จปร. เป็นอักษรพระปรมาภิไธย ของรัชกาลที่ ๕ (เมื่อ ร . ศ . ๑๑๔) และถัดมาเป็น พระอักษร ภปร. เป็นอักษรพระปรมาภิไธย ของรัชกาลที่ ๙( วันที่ ๑ มิถุนายน พ . ศ . ๒๔๙๙) และขวาสุดคือ พระอักษร วชิราลงกรณ์ อักษรพระปรมาภิไธย ของรัชกาลที่ ๑๐ (วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๐)
จากปากถ้ำจะมีทางลงเป็นบันได มีไฟส่องสว่างพอให้เห็นทาง
.
บริเวรที่ 1 ชื่อ ธารศิลา  เดิมมีน้ำ รอบชายขอบเป็นบริเวณธารน้ำ
เป็นแอ่งสำหรับเก็บน้ำ มีหินงอกรูปร่างต่าง ๆ อยู่รายรอบ
บริเวณที่ 2 ชื่อ จุลคูหา เป็นคูหาเล็ก
อยู่ทางขวามือเดินเข้าไปจะเป็นทางเดินแคบ ๆ
บริเวณที่ 3 ชื่อ “พิชิตชล”  เป็น หินงอกแท่งใหญ่ สูงขึ้นไปบนเพดานถ้ำ และมีแอ่งน้ำ ลดหลั่นลงมาเป็นชั้น ๆ ส่วนนี้ในอดีตมีน้ำไหลทั้งปี และเมื่อเดินชมให้รอบ ๆ บริเวณ จะเห็น หินงอก หินย้อยอยู่รอบ ๆ ที่หินงอกหินย้อยบริเวณนี้ จะมีน้ำไหลผ่านสวยงามมาก และ การเดินชมสามารถเดินแยกทางซ้าย – ขวา และในที่สุดจะมาพบกันในส่วนนี้ ในสมัย สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ เสด็จทรงทอดพระเนตรบริเวณนี้อยู่นาน
บริเวณที่ 4 ชื่อ “สร้อยระย้า”
 เป็นหินงอก ห้อยระย้าลงมา จะมีหินสองส่วนที่ห้อยระย้าจากข้างบนลงมาและส่วนที่งอกขึ้นมาจากพื้นถ้ำ  แต่เดิมเมื่อปี พ . ศ . ๒๕๐๔ หินสองส่วนนี้ยังไม่มาจรดกัน  ขณะนี้เห็นการจรดติดกันของหินสองส่วนนี้ แสดงว่ามีน้ำไหลลงมาอยู่ต่อเนื่อง ลักษณะหินที่เห็นจึงเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต
บริเวณที่ 5 ชื่อ “ผาวิจิตร” เป็นบริเวณที่มีพื้นที่กว้างขวาง มีเพดานสูง มีหินงอกย้อยเป็นเหมือนฉากที่สร้างไว้อย่างสวยงาม ที่เพดานมีร่องรอยหลากหลาย ชมแล้วพาเพลิดเพลิน เป็นสถานที่ ที่พักผ่อน ยืนชมความงดงามได้หลายส่วน มองออกไปข้างหน้าจะเห็นลำแสงสว่างที่สาดส่องลงมาจากปล่องถ้ำ เป็นบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี เป็นสถานที่ที่สำคัญต่อการจดจำอย่างมาก เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ เสด็จทรงประทับพักผ่อนอิริยาบถอยู่เป็นเวลานาน เพื่อทรงทอดพระเนตรภายในถ้ำและยังทรงเสวยพระกระยาหารกลางวัน บริเวณ นี้คือบริเวณที่ใช้ในการรับเสด็จจึงมีการจัดบริเวณส่วนพื้นที่นี้ โดยใช้เครื่องของจาก สำนักราชวัง  เพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีการประดับแสงไฟที่หินงอกของผาวิจิตรอย่างประณีตงดงาม และส่วนของผาวิจิตรนี้เองที่มีการถวายความรู้เรื่องความงดงามของหินผาที่มีริ้วรอยตามรูปร่าง ที่เป็นเสมือนอิทรธนูบนบ่าของนายทหารยศจอมพลในสมัยรัชกาลที่ ๕ และจึงเป็นส่วนที่รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชทานนามไว้
  • บริเวณที่ 6 ชื่อ ” แส้จามรี ” เป็นหินย้อยแท่งใหญ่ทอดยาวลงมา ลักษณะเป็นริ้วพู่สวยงาม
  • บริเวณ “ ประสิทธเทวา ”
  • บริเวณที่ 7 ชื่อ “ ถ้ำมัสยาสถิต ” เป็น บริเวณแคบ ๆและมีความมืดมากกว่าบริเวณอื่น ๆ เข้าไปจะเห็นหินย้อยลงม และหินย้อยจะมีแอ่งน้ำสมัยก่อนเป็นแอ่งน้ำใสลึก พอสมควร มีปลาซิวแหวกว่ายในแอ่งน้ำนี้ มีชื่อว่า “ ประสิทธเทวา ” ผู้ ที่มาถึงแอ่งน้ำนี้จะนำขวดหรือแก้ว ตักน้ำกลับไป หรือใช้ดื่มกิน เชื่อกันว่าเป็นสิริมงคลในบริเวณใกล้กันนี้ทางขวามือจะเห็นหินย้อยเป็นริ้ว มีพุ่มลงมาชื่อว่า “ เกศาสลวย ”
  • บริเวณ” เกศาสลวย “
บริเวณที่ 8 ชื่อ “ ธารเนรมิต ” อยู่บริเวณของปล่องอากาศ เป็นหินย้อย ส่วนนี้ สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙  เสด็จประพาสยังไม่มีชื่อนี้ บริเวณปล่องอากาศเป็นบริเวณที่สว่างที่สุดมี แสงสว่างจากปล่องลงมาเป็นลำแสงงดงาม ลำแสงสวยงามตามระยะเวลาทุกเวลา โดยเฉพาะส่วนที่นักท่องเที่ยวนิยมชมชอบ คือ เวลา 13 .00-14.30 น . ลำแสงจะส่องมา เป็นลำแสงแนวเฉียงกระทบกับพื้นหินบริเวณถ้ำ
บริเวณที่ 9 ชื่อ “บรมอาสน์ ” 


ข้อมูลท่องเที่ยว

  • ที่ตั้ง : ต.จอมบึง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ติดกับมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
  • เปิดทุกวัน : 9.00 – 16.30 . น.
  • ค่าเข้า : ตอนนี้ยังให้เข้าชมฟรี แต่ในอนาคตอาจมีเก็บค่าธรรมเนียม
  • คำแนะนำ : แสงจากช่องอากาศด้านบนของถ้ำจะส่องลงมาสวยงามตอนช่วงเวลา 13.00-14.30 น. ของทุกวัน
  • คำเตือน : จอดรถระวังลิงลื้อสิ่งของ ควรเก็บอุปกรณ์ให้มิดชิด

แผนที่

อยู่ห่างจากตัวเมืองราชบุรี ประมาณ 30 กม. บนเส้นทางหลวง 3087  เส้นจอมบึง-ราชบุรี สามารถเดินทางโดยรถโดยสาร

เรื่องเล่าถ้ำจอมพล

ถ้ำจอมพล ชื่อเดิมว่า “ ถ้ำมุจลินท์ ”

สุรินทร์ เหลือลมัย และ อัมพร อาศน์สุวรรณ ( มีนาคม ๒๕๔๗ ) ได้เล่าว่า “ การที่ชุมชนชาวจอมบึง ได้เรียกถ้ำมุจลินท์ก่อนที่จะเรียกถ้ำจอมพล  อันไปเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของพุทธประวัติ  เรื่องพญานาค และสระน้ำ ชุมชนเข้าใจว่าเดิมนั้น  มีสระน้ำมีพญานาคใต้บาดาล จึงตั้งชื่อว่า ถ้ำมุจลินทนะ  ์ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  ให้ความหมายว่าชื่อสระใหญ่ในป่าหิมพานต์   ขอบสระประกอบด้วยต้นจิก

พระมหากษัตริย์กับถ้ำจอมพล

    ถ้ำจอมพลเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดราชบุรีในอดีตมีพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ทรงประพาสและ  ทอดพระเนตรถ้ำจอมพลนี้เริ่มตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙  และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฏราชกุมารทรงเสด็จประพาสหนังสือสมุดราชบุรี พ . ศ . ๒๕๖๘   ได้บันทึกข้อมูล เรื่อง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสถ้ำเขากลางเมือง
ณ ตำบลที่ตั้งกิ่งอำเภอจอมบึง ไว้ ดังนี้

” ระยะทางห่างประมาณ ๘๐๐ เส้น มีบึงใหญ่บึงหนึ่งีนามว่าจอมบึง … ณ ริมขอบบึงนี้มีเขาลูก๑ สูง ๑๘๕ เมตร  เดิมเรียกกันว่า เขากลางเมือง ครั้นต่อมาเมื่อ ร . ศ . ๑๑๔ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่๕พระพุทธเจ้าหลวง  พร้อมด้วยสมเด็จพระพันปีหลวง ได้เสด็จประพาศถ้ำที่เขานี้ เป็นที่ทรงโปรดปรานจึงได้พระราชทานนามถ้ำ แห่งใหม่ว่า “ ถ้ำจอมพล…”
( พระยาคฑาธรบดี จางวางโท . ๒๔๖๘ หน้า ๑๕๖ – ๑๕๗ )

จากหลักฐานจึงเป็นที่ชัดเจนว่าชื่อ “ถ้ำจอมพล” นั้น เป็นชื่อพระราชทานจากหลักฐานในหนังสือราชกิจจานุเบกษา กรุงเทพมหานครในนามมหาราชวัง ร.ศ. ๑๑๔ พอสรุป ได้ดังนี้ วันที่ ๒๐ ธันวาคม เวลาเช้า เสด็จ พระราชดำเนินที่พักสงฆ์ มี พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส  เป็นต้น ซึ่งตามเสด็จพระราชดำเนินไปด้วยที่พักสงฆ์ไปตามทางหลวงถึง แล้วทรงม้าพระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินเชิงเขากลางเมือง  หยุดประทับเสวยเช้าที่เชิงเขาทางแต่ค่ายหลวงถึงเชิงเขา ๘๔ เส้น  เสวยแล้วทรงพระราชดำเนินขึ้นประพาสบนเขา  แลทรงพระราชดำเนินลงประพาส ในถ้ำเขากลางเมืองนั้น   แล้วประทับที่ปากถ้ำ โดยทรงพระราชดำริที่จะให้มีสิ่งสำคัญ  เป็นเครื่องหมายที่ระลึกถึงการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ไว้สืบไปสิ้นกาลนาน   จึงได้ทรงพระอักษรไว้ที่ปากถ้ำ คือ จ.ป.ร. เป็นอักษรพระปรมาภิไธย   โดยย่อ แลเลข ๑๑๔ หมายปีที่เสด็จประพาสและทรงพระอักษร   พระราชทานนามถ้ำว่า “ถ้ำจอมพล”โปรดเกล้าให้ช่างสลักศิลาตามอักษร   แล้วทรงฉายพระรูปที่ปากถ้ำนั้น (สุรินทร์ เหลือลมัย ๒๕๔๒, หน้า ๒๔.)

     ภาพพระองค์ทรงฉายพระรูปทรงประทับบนแคร่ที่ปากถ้ำจอมพล และภาพพระองค์ทรงประทับเสวยพระกระยาหารเช้าที่เชิงเขากลางเมืองพร้อมด้วยสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ  สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ สมเด็จเจ้ากรมพระยาภานุ  พันธุวงศ์วรเดช สมเด็จ เจ้าฟ้ากรมขุนศรีธรรมราชดำรงฤทธิ์ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์และ ข้าราชบริพารตามเสด็จ

 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เสด็จทอดพระเนตรถ้ำจอมพล เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พ . ศ . ๒๔๕๗ ในคราวที่ทรงนำพลเสือป่าทำการฝึกหัดซ้อมรบ ในหนังสือตำนานจอมบึงที่ระลึกพิธีเปิดที่ว่าการอำเภอจอมบึง ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๒ มีใจความว่า “ วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๗ เสด็จจากที่ประทับพักแรมด่านทับตะโก ผ่านห้วยท่าช้าง หนองแฟน แล้วทรงเก้าอี้หามจนถึงจอมบึง เมื่อเวลา ๕โมง ๒ o พระองค์ได้เสด็จขึ้นประพาสถ้ำจอมพล …” ( สุรินทร์ เหลือลมัย ๒๕๔๒ , หน้า ๓๑ )

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงเสด็จประพาสถ้ำจอมพล
วันที่ ๑ มิถุนายน พ . ศ . ๒๔๙๙ อัมพร อาศน์สุวรรณ ( ตุลาคม ๒๕๔๗ ) ได้ให้สัมภาษณ์กล่าวไว้ ดังนี้

” ครั้งนี้ผมทำงานเป็นหัวหน้าสวนรุกขชาติแล้วได้มีส่วนเป็นคณะกรรมการในการ ต้อนรับเสด็จได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน เสด็จประพาส  พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ และมีพระราชโอรส ราชธิดา ตามเสด็จด้วย ครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลิขิตจารึก พระปรมาภิไธยย่อ ภ ป ร มิ . ย . ๙๙ ไว้ที่หินหน้า ถ้ำจอมพล ด้วยพระองค์เองแล้วพระองค์พร้อมทั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ สมเด็จพระราชชนนี ฯ และทั้งราชโอรส ราชธิดา ทรงพระราชดำเนิน ทอดพระเนตรภายในถ้ำจอมพล และทรงประทับเสวยพระกระยาหารกลางวัน ณ บริเวณห้องโถงขนาดใหญ่กว่าส่วนอื่นในถ้ำคือบริเวณหน้าหินย้อย ชื่อ ผาวิจิตร มีการจัดบริเวณพื้นที่นี้ไว้อย่างสวยงาม  เพื่อเป็นที่ประทับสำหรับการ รับเสด็จครั้งนี้โดยเฉพาะการใช้แสงไฟฟ้าประดับหินย้อยเป็นครั้งแรก “

หลังจากเสด็จประพาสภายในถ้ำแล้ว ๓ พระองค์  ทรงปลูกต้นสัก กัลปพฤกษ์ และนนทรี  ไว้เป็นที่ระลึกบริเวณหน้าถ้ำด้วย ก่อนเสด็จกลับ   วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ . ศ . ๒๕๒๐ สมเด็จ พระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จประพาสถ้ำจอมพล และเสวยพระกระยาหารกลางวัน ที่สวนรุกขชาติ ถ้ำจอมพลเมื่อคราวเสด็จวางศิลาฤกษ์โรงพยาบาล สมเด็จพระยุพราชจอมบึง และพระองค์ทรงลงพระนามาภิไธย  ” วชิราลงกรณ์ ๒๑ กค ๒ o ” ไว้ที่ก้อนหินใหญ่ปากทางเข้าถ้ำด้วยเช่นกันล

พระพุทธไสยาสน์ในถ้ำจอมพล

ก่อนพุทธศักราช ๒๔๙๕ ชาวจอมบึงได้ริเริ่ม การจัดประเพณีสงกรานต์ ณ ถ้ำจอมพลในสมัยนั้น ถ้ำจอมพลยังไม่มีพระประดิษฐาน ในถ้ำเพื่อการสรงน้ำพระตามประเพณี ชาวบ้านชุมชนชาวจอมบึง จึงขอนิมนต์พระพุทธรูป ปางประทานพรสมัยสุโขทัยจากวัดเขาเหลือ อ . เมือง จ . ราชบุรี มาประดิษฐานในถ้ำ จากคำสัมภาษณ์ของอัมพร อาศน์สุวรรณและสุรินทร์ เหลือลมัย ( มีนาคม ๒๕๔๗ ) กล่าวว่า
” ชาวบ้านชุมชนจอมบึงมีความสัมพันธ์ กับชาวบ้านในชุมชนวัดเขาเหลือและเจ้าอาวาสวัดเขาเหลือ ซึ่งชาวบ้านเรียกท่านว่า หลวงพ่อคง หรือขรัวเหลือ โดยชาวบ้านของชุมชนจอมบึงจะนำหน่อไม้ดอง หน่อไม้รวก พุทราแผ่น ฯลฯ ไปขายให้กับชุมชนบริเวณวัดเขาเหลือ นอกจากนี้เมื่อชาวจอมบึงมีธุระในตัวเมืองจังหวัดราชบุรีจะ ขอพักค้างคืนที่วัดเขาเหลือ และลูกหลานของชาวจอมบึงที่เรียนในเมืองก็จะพักอาศัยที่วัดเขาเหลือ ซึ่งการเดินทางในสมัยนั้นใช้เกวียนเป็นยานพาหนะ จึงต้องอาศัยการพักค้างแรมในวัดนี้ ดังนั้นชาวบ้าน จึงได้ขอนิมนต์พระพุทธรูปปางประทานพร ขนาดเคียงบ่า จากวัดเขาเหลือ มาประดิษฐานที่ถ้ำจอมพล เพื่อใช้สรงน้ำพระในประเพณีสงกรานต์ ”

พระพุทธรูปปางประทานพรนี้ ประดิษฐานในถ้ำจอมพลไม่นาน เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้อันเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ ไปไว้ที่วัดมหาธาตุ อำเภอเมือง ราชบุรี ในสมัยหลวงพ่อพระธรรมเสนานี เพราะเห็นว่าประตูทางเข้าถ้ำไม่มีประตูปิดปากถ้ำ เมื่อใดที่ประตูถ้ำแข็งแรงและมีการบูรณะถ้ำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ของอำเภอจอมบึง แล้วจึงจะอัญเชิญกลับภายหลังในสมัยนั้นชาวจอมบึงยังจัดประเพณี สงกรานต์ที่ถ้ำจอมพลทุกปี และเจ้าอาวาสวัดจอมบึง ขณะนั้น คือ ท่านพระครูวาปีวรคูณ ในสมัยนั้น ชาวจอมบึงยังจัดประเพณีสงกรานต์ ที่ถ้ำจอมพล ทุกปี และเจ้าอาวาสวัดจอมบึงขณะนั้น คือ ท่าน พระครูวาปีวรคูณ ชาวบ้านเรียกว่าหลวงพ่อคูณ ท่านเห็นความสำคัญหลักการที่ในถ้ำต้องมี พระประดิษฐาน และด้วยชาวบ้านยังร่วมกัน จัดประเพณีสงกรานต์ที่ถ้ำทุกปี จึงต้องมีพระพุทธสรงน้ำพระ ตามประเพณี ดังนั้นพุทธศักราช ๒๔๙๕ หลวงพ่อคูณซึ่งขณะนั้นท่านเป็น เจ้าอาวาสของวัดจอมบึง รูปที่ ๒ และเป็นเจ้าคณะ อำเภอในเวลา นั้นด้วย จึงดำเนินการจัดสร้าง พระพุทธไสยาสน์องค์ขนาดกลางขึ้นประดิษฐานไว้ชิดกับผนังถ้ำใต้ปล่องอากาศถ้ำ จากคำสัมภาษณ์ ของ สุรินทร์เหลือลมัย ( มีนาคม ๒๕๔๗ ) ท่านกล่าวไว้ มีความว่า

“การสร้างพระพุทธไสยาสน์นั้น ได้ช่างจากตำบลธรรมเสน อำเภอโพธาราม เป็นผู้สร้าง โดยมีหลวงพ่อคูณเป็นผู้ดำเนินการสร้าง และควบคุมพระลูกวัดจอมบึงช่วยขนทราย ขนหิน น้ำที่ใช้ในการก่อสร้างแบกหามปีนป่ายเข้าถ้าซึ่งลำบากมาก พระพุทธไสยาสน์เริ่มสร้างในปี พ . ศ . ๒๔๙๕ ระยะสร้างเสร็จอยู่ในปี พ . ศ . เดียวกัน คือ พ . ศ . ๒๔๙๕ ” และหลังจากนั้นหลวงพ่อคูณ เจ้าอาวาสวัดจอมบึงได้ดำเนินการจัดงานประจำปีปิดทองพระพุทธไสยาสน์ถ้ำจอมพลในหน้าแล้งทุกปีจัดงานประมาณ 3 วันงานนี้ นับว่าเป็นงานประเพณีทุกปีของชาวชุมชนจอมบึง  นอกจากการปิดทองพระพุทธไสยาสน์ยังมีงานมหรสพอย่างหลากหลาย  และมีผู้คนที่เลื่อมใสพระพุทธไสยาสน์ เข้าร่วมปิดทองและเข้าชมงาน อย่างมากมาย พระพุทธไสยาสน์ ประดิษฐานในถ้ำจอมพลมีความงดงาม เป็นที่รวมใจ ในความศรัทธาเพื่อสักการบูชาของชาวจอมบึงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และนักท่องเที่ยวได้เข้าไปในถ้ำเพื่อกราบ ไหว้ชื่นชมพระพุทธไสยาสน์ในถ้ำ อย่างต่อเนื่องเสมอมา

การเล่นเพลงพวงมาลัยในถ้ำจอมพล

ประมาณปี พ . ศ . ๒๔๙๕ ชาวชุมชนจอมบึงได้ร่วมกันจัดประเพณีสงกรานต์ที่ถ้ำ จอมพลมีการสรงน้ำพระพุทธ พระสงฆ์ ชาวชุมชนจอมบึงตามประเพณีและยังมีการเล่นเพลงพวงมาลัยใน ถ้ำจอมพล การเข้าไปเล่นเพลงพวงมาลัยในถ้ำจอมพลสมัยนั้น หนุ่มสาวสนุกสนานกันมากเพราะในถ้ำนั้นมืดและยังมีซอกซอยของถ้ำหินต่าง ๆ ดังนั้นการร้องรำเพลงพวงมาลัยนอกจากจะหยอกล้อกันด้วยคารมในเพลงแล้ว ยังเป็นโอกาสของชายหนุ่มที่เกี้ยวสาวแอบหยอกล้อ ถูกเนื้อต้องตัวกันบ้างแต่ยังคงอยู่ในความสุภาพของชายหนุ่มในสมัยนั้นไม่มีเกินเลยอะไรกันมากนอกจากเล่นกันสนุกสนานตาม ประสาหนุ่มสาว (อัมพร อาสน์สุวรรณ มีนาคม ๒๕๔๗)

ความเชื่อเกี่ยวกับถ้ำจอมพล

ความเชื่อที่มีการเล่าเรื่องถ้ำจอมพลมีเนื้อหาของคำสัมภาษณ์ (บำรุง อาศน์สุวรรณ ตุลาคม ๒๕๔๗ ) ว่ามีการเล่าเรื่องที่สืบทอดกันมา” เรื่องสมบัติพญานาค มีอยู่ในถ้ำจอมพลจริง คืนหนึ่งแม่ผมฝันว่า มีสมบัติของพญานาคอยู่ในถ้ำ จึงเข้าถ้ำค้นหาและได้พบพลอย ๓ เม็ด พระทองคำ และแท่งทองคำมากมายในหม้อตาล แม่ผมได้นำมาเพียงครึ่งหนึ่งมาไว้ที่บ้าน ต่อมาเข้าใจว่ามีลมพัดหายไปและแม่แกยังคิดระแวงว่าพ่อมาหยิบไปส่วนที่เหลือในถ้ำครึ่งหนึ่งก็หายไปด้วย ” ความเชื่ออีกเรื่องหนึ่ง คือ ลิงที่อาศัยอยู่บริเวณถ้ำจอมพล ในอดีตลิงบริเวณถ้ำจอมพลนี้ปราดเปรียวมาก ไม่เข้าหาคนเหมือนเช่น ปัจจุบัน ต่อมามีการสร้างพระพุทธไสยาสน์ในถ้ำ หลวงพ่อคูณสร้างศาลาที่พักไว้ให้พระลูกวัดได้ฉันอาหาร ครั้งนี้ได้ให้อาหารลิงด้วย จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่เห็นลิงในปัจจุบันมักเดินเข้าหาคนเพราะอยากได้อาหาร และตั้งแต่ครั้งสร้าง พระพุทธไสยาสน์หลวงพ่อคูณได้ประกาศให้็้ชุมชนชาวจอมบึงอย่าทำร้ายลิงโดยกล่าวว่า ” อย่าฆ่าลิงที่ถ้ำจอมพล ถ้าผู้ใดฆ่าลิงขอแช่งไว้ว่า ผู้นั้นจะมีอันเป็นไป ” สาเหตุความเชื่อนี้ลิงจึงขยายพันธุ์มากขึ้นทุกปี ด้วยความระมัดระวัง และให้ความเมตตากับลิง ของคนในชุมชน และชาวท่องเที่ยวที่เข้ามาชมถ้ำจอมพล

ความเชื่อเรื่องการดื่มน้ำใสในแอ่งน้ำ

“ ประสิทธเทวา ” ที่อยู่บริเวณถ้ำมัสยาสถิต เป็นแอ่งหินที่เกิดจากธรรมชาติ โดยรองรับ ส่วนของน้ำที่ไหลจากหินย้อยและไหลลงมาตลอดเวลา จึงมีจำนวนน้ำอยู่ในแอ่งหินมาก พอสมควร ผู้ที่มาเที่ยวถ้ำจอมพลในอดีต จะนำขวดหรือแก้วน้ำมาตักน้ำกลับไปไว้ใช้ดื่มกิน เพื่อเป็นสิริมงคล ( อัมพร อาสน์สุวรรณ ตุลาคม 2547 ) ปัจจุบันแอ่งหินบริเวณมัสยาสถิต มีน้ำอยู่ติดพื้นแอ่งหิน มีน้ำจำนวนน้อย ดังนั้นเรื่องการนำน้ำไปดื่มกินเพื่อเป็นสิริมงคลจึงไม่มีแล้ว
ความงดงามตามธรรมชาติภายในถ้ำจอมพล ถ้ำจอมพลมีความกว้าง ๓๐ เมตรยาว ๒๔๐ เมตร สูง ๒๕ เมตร เวลาเข้าชมถ้ำจะต้องขึ้นบันไดไปสู่ปากถ้ำ จากคำสัมภาษณ์ อัมพร อาศน์สุวรรณ ( ตุลาคม ๒๕๔๒ )ซึ่งท่านมีความผูกพันธ์กับถ้ำจอมพลตั้งแต่เยาว์วัย จนท่านเข้ารับราชการกับกรมป่าไม้ เป็นหัวหน้าสวนรุกขชาติถ้ำจอมพลตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ ถึงพุทธศักราช ๒๕๒๙ กล่าวไว้ดังนี้ ในอดีตถ้ำนี้เป็นแหล่งที่ชาวบ้านมาหามูลค้างคาวไปขายซึ่งปากถ้ำขณะนั้นไม่มีอะไรปิด เมื่อถึงฤดูฝนจะเห็นน้ำฝนไหลผ่านเข้าปากถ้ำ ในถ้ำจึงมีน้ำท่วมเจิ่งนองตามทางเดินที่เข้าถ้ำ บางส่วนก็จะเป็นหนองน้ำ เป็นระยะ ๆ และมีโขดหินให้นั่งพัก ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่กล้าเข้าถ้ำ ที่เข้ามา คือ ผู้ที่จะนำมูลค้างคาวไปขาย ซึ่งมีความเข้าใจเรื่องการเข้าถ้ำอย่างดี ชาวบ้านอื่น ๆจะกลัวสัตว์ร้ายที่อยู่ในถ้ำ  สมัยนั้นจะมีงูเหลือม และเสือ เรื่องเสือนี้ มีชาวบ้านเคยจับเสือดาวในถ้ำนี้ได้โดยไม่ตั้งใจจะจับเสือดาว เข้าใจว่าไก่ที่ตายอยู่บริเวณหน้าถ้ำนั้น เป็นอีเห็นมากัดไก่ตาย จึงทำกับดักและก็เป็นเสือดาวขนาดตัวยาว ๖ ศอก มาติดกับดักนี้ เมื่อเริ่มเข้ามาในถ้ำส่วนใน จะเห็นธรรมชาติของหินงอก หินย้อยและแผ่นหินน้ำไหล ท่านได้กล่าวไว้ดังนี้ว่า( อัมพร อาศน์สุวรรณ ตุลาคม ๒๕๔๗ ) ” แต่เดิมมีน้ำไหลจากบนเขาลงมาตามรากของต้นไม้ใหญ่บนเขา ซึ่งมีต้นไม้อยู่หนาทึบ น้ำได้ไหลผ่านหินงอก หินย้อย มีเกร็ดฉายแสงระยิบระยับอยู่ตลอดเวลาสวยงามมาก การเข้ามาของชาวบ้านในอดีตจะใช้ไต้จุดให้แสงสว่าง เดินปีนป่ายไปตามโขดหิน เพราะไม่มีบันได ด้วยความสวยงดงามของถ้ำนี้ ทำให้มีผู้คนเข้าชมถ้ำมากขึ้น จึงคิดสร้างบันไดด้วยไม้ไผ่มีหลักไม้ไผ่สำหรับจับ ขณะปีนลงจะหันหน้าเข้าหาบันไดปีนลง” หินงอก หินย้อย และแผ่นหินน้ำไหลตลอดจนคูหา ซอกซอยต่าง ๆ ในถ้ำจอมพลนั้น มีชื่อเรียกและมีความหมาย ตามคำบอกเล่าว่า ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาส ในปีพุทธศักราช ๒๔๓๘ นั้น ี่กรมศิลปากรเข้าสำรวจถ้ำและศึกษาเพื่อเตรียมถวายความรู้ การครั้งนี้กรมศิลปากร จึงตั้งชื่อหินงอก หินย้อย ม่านหินย้อยและแผ่นน้ำไหลขึ้น ( อัมพร อาศน์สุวรรณ ตุลาคม ๒๕๔๗ )